หลวงพ่อด่วน เกจิดังเผาไม่ไหม้!


    ฮือฮา พระเกจิชื่อดังเผาไม่ไหม้! หลังจุดไฟเผาหลวงพ่อด่วน พระสงฆ์เกจิดังเมืองระนอง นานครึ่งชั่วโมงปรากฏว่าไฟไม่ไหม้แม้แต่จีวร คณะศิษย์เตรียมบรรจุใส่โลงแก้วให้ประชาชนกราบไหว้ ลูกศิษย์ หลวงพ่อด่วน เผยก่อนมรณภาพ หลวงพ่อด่วน เคยสั่งไม่ให้เผาสังขารเพราะกลัวร้อน แปลกแต่จริง

รายงานว่า ในพิธีพระราชทานเพลิงศพพระครูประภัสรวิริยคุณ หรือหลวงพ่อด่วน ถามวโร อายุ 90 ปี 69 พรรษา พระเกจิชื่อดังของ จ.ระนอง อดีตเจ้าอาวาสวัดบางนอน เมื่อเวลา 21.00 น. ของวันที่ 8 พ.ย. ณ เมรุลอยวัดวารีบรรพต (วัดบางนอน) ต.บางนอน อ.เมือง จ.ระนอง มีนางกาญจนาภา กี่หมัน ผู้ว่าฯระนอง เป็นประธานในพิธี มีพระราชรณังคมุณี เจ้าคณะจังหวัดระนอง พระสงฆ์ ข้าราชการ คณะศิษยานุศิษย์เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมากนั้น หลังจากที่นำศพของหลวงพ่อด่วนขึ้นเมรุลอยเพื่อประกอบพิธี เมื่อจุดไฟเผาศพแล้วใช้พัดลมเป่าเร่งเปลวไฟได้สักครู่ใหญ่ประมาณ 30 นาที ปรากฏว่าเปลวไฟไม่ได้เผาไหม้ศพของหลวงพ่อ แม้แต่จีวรที่ห่มอยู่ก็มีรอยไหม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่ามกลางความตื่นตะลึงของบรรดาลูกศิษย์และผู้มาร่วมพิธีจำนวนมาก

เมื่อเห็นดังนั้นคณะลูกศิษย์จึงตัดสินใจยุติการเผาโดยใช้น้ำราดดับไฟทันที จากนั้นนำเอาศพของหลวงพ่อใส่โลงนำไปตั้งไว้ในวิหารพระพุทธไสยาสน์ พร้อมทั้งเปลี่ยนจีวรให้กับศพของหลวงพ่อใหม่ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของบรรดาลูกศิษย์ที่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่มูลนิธิระนองสงเคราะห์ได้เข้ามาควบคุมเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด และกันไม่ให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ศพของหลวงพ่อ เพราะเกรงจะเกิดความวุ่นวายเข้าแย่งชิงจีวร และเครื่องอัฏฐบริขารของเกจิดัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศพของหลวงพ่อด่วน อยู่ในสภาพคล้ายคนนอนหลับ มือทั้งสองข้างวางบนอก อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ผิวหนังบริเวณแขนมีรอยไหม้เพียงเล็กน้อย ลำตัวและใบหน้าไม่มีรอยไหม้ ส่วนจีวรที่ห่มอยู่ก็มีรอยไหม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และทันทีที่พระสงฆ์และเจ้าหน้าที่เปลี่ยนจีวรผืนใหม่ให้แทน ประชาชนต่างฮือเข้าไปแย่งชิงจีวรผืนเก่ากันจำนวนมากเพื่อนำไปสักการบูชา หลังจากเปลี่ยนจีวรแล้วคณะลูกศิษย์ได้ยกศพหลวงพ่อขึ้นชูเหนือศีรษะเพื่อให้ทุกคนได้เห็นกันชัดๆ จากนั้นคณะกรรมการวัดได้ประชุมร่วมกัน และมีมติให้เก็บสังขารหลวงพ่อไว้ในโลงแก้ว

นายนิพนธ์ ลิ้มรักษา รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระนอง ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อ กล่าวว่า ก่อนหลวงพ่อมรณภาพได้สั่งเสียไว้ว่าอย่าเผาเพราะกลัวร้อน ให้เก็บสังขารไว้ในโลงแก้วเพื่อให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้สักการบูชา แต่ทุกคนไม่เชื่อ กระทั่งเมื่อเผาไปได้สักพักใหญ่เห็นว่าไฟไม่ไหม้จึงตัดสินใจยุติการเผาในที่สุด

นายสมเพียร บั่นยี่เฉ่ง ชาวบ้านบางนอน กล่าวว่า เชื่อว่าเกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อที่ได้ปฏิบัติธรรมมาอย่างเคร่งครัดยาวนาน ขณะที่กำลังเผาอยู่นั้นตนสังเกตอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าไฟไม่ไหม้ร่างของท่านแล้วจึงตะโกนให้เอาน้ำมาดับไฟทันที

ด้านพระสุรัตน์ อชิโต รักษาการเจ้าอาวาส กล่าวว่า คณะกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์เห็นพ้องกันว่าควรเก็บสังขารของหลวงพ่อไว้ในโลงแก้วตามความประสงค์ของหลวงพ่อ เพื่อให้ประชาชนได้กราบบูชาต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนประกอบพิธีตลอดทั้งวันฝนได้ตกตลอดเวลา แต่เมื่อถึงเวลาทำพิธีพระราชทานเพลิงฝนได้หยุดตก กระทั่งในเวลา 21.00 น. ได้ประกอบพิธีประชุมเพลิง แต่เมื่อเผาแล้วปรากฏว่าไฟไม่ไหม้ศพ

สำหรับพระครูประภัสรวิริยคุณ มรณภาพเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ด้วยอาการปอดติดเชื้อและโรคแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลระนอง สิริอายุรวม 90 ปี 69 พรรษา เกิดเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2460 ชื่อเดิม ด่วน ปรางสุวรรณ โยมพ่อชื่อนายแดง โยมมารดาชื่อนางปราง ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านท่าหิน ต.ท่าหิน อ.สะทิงพระ จ.สงขลา มีพี่น้องรวม 4 คน อุปสมบทเมื่อตอนอายุ 21 ปี อยู่วัดบางแก้ว อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และได้ออกธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ กระทั่งมาสร้างวัดบางนอน ขึ้นในปี 2502 เป็นต้นมา ขณะมีชีวิตอยู่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาและประเทศชาติมาโดยตลอด อาทิ การก่อสร้างพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ จัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อทวด วัดบางนอน ซึ่งได้รับความนิยมจากเซียนพระจำนวนมาก นำรายได้มาสร้างอุโบสถและพระพุทธไสยาสน์จนแล้วเสร็จสมบูรณ์จวบจนถึงปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันหลังจากข่าวศพหลวงพ่อด่วน ไม่ไหม้ไฟแพร่สะพัดออกไป ประชาชนจำนวนมากได้เดินทางไปกราบไหว้สักการบูชาศพของหลวงพ่อที่วัดบางนอน พร้อมร่วมบริจาคเงินทำบุญเพื่อซื้อโลงแก้วสำหรับบรรจุศพ นอกจากนี้วัตถุมงคลที่ทางวัดจัดสร้างก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะหลวงพ่อทวด มีประชาชนเช่าไปบูชาไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน

พระสุรัตน์ อชิโต รักษาการเจ้าอาวาสวัดวารีบรรพต กล่าวว่า ตั้งแต่ค่ำวันที่ 9 พ.ย. เป็นต้นไป จะมีพิธีสวดอภิธรรม เป็นเวลา 3 คืน จากนั้นจะนำศพหลวงพ่อบรรจุใส่โลงแก้วแล้วตั้งไว้ในวิหารพระพุทธไสยาสน์ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและผู้ที่เลื่อมใสศรัทธากราบนมัสการสักการบูชาต่อไป


ทารกอินเดีย มี 4 แขน 4 ขา


 



    ที่เมืองบังกาลอร์ ทางใต้ของอินเดีย มีเด็กหญิงชาวอินเดียคนหนึ่งเกิดมามี 4 แขน 4 ขา โดยพ่อแม่ของเด็กหญิงคนดังกล่าวอยากให้แพทย์ผ่าตัด เพื่อให้เด็กได้ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป
บีบีซีรายงานว่า ทีมแพทย์โรงพยาบาลในเมืองบังกาลอร์ทางใต้ของอินเดีย ลงมือผ่าตัดช่วย ด.ญ.ลักษมี ทัตมา วัย 2 ขวบ เด็กหญิงที่เกิดมามีขาและแขนอย่างละ 4 ข้าง ซึ่งชาวบ้านพากันร่ำลือว่า เป็นพระนางลักษมี เทพแห่งทรัพย์สมบัติ อวตารลงมาเกิด

แพทย์อธิบายว่า เด็กมีอวัยวะเจริญมากกว่าปกติ เนื่องจากระหว่างอยู่ในครรภ์ส่วนของกระดูกเชิงกรานของเด็กหญิงไปเชื่อมกับอวัยวะของฝาแฝดไข่ใบเดียวกันที่ไม่เจริญเติบโตและไม่มีศีรษะ ทำให้มีแขนขาเกินด้านละ 2 ข้าง นอกจากนี้ ยังมีไตข้างละ 2 ข้าง มีเส้นประสาทที่พัวพันอยู่ มีโพรงกระเพาะ 2 ช่อง และโพรงปอด 2 แห่ง ทำให้เด็กเดินไม่ได้ และสำหรับการผ่าตัดถือว่าซับซ้อนมาก

นายแพทย์ชรัน ปาติล ผู้นำทีมศัลยแพทย์ กล่าวว่า แพทย์ต้องผ่าแยกกระดูกสันหลังและไตซึ่งเป็นของฝาแฝดออกจากตัวของเด็ก เมื่อเริ่มต้นด้วยการผ่าเปิดช่องท้อง

การผ่าตัดต้องใช้เวลาราว 40 ชั่วโมง แต่ถ้าการผ่าตัดราบรื่นจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น ส่วนโอกาสที่เด็กจะเสียชีวิตอยู่ร้อยละ 20-25 ลักษณะของเด็กหญิงซึ่งอวัยวะเชื่อมต่อกับฝาแฝดไม่พบบ่อยนัก โดยจะพบเพียง 1 ใน 200,000 คน และโอกาสรอดอยู่ที่ร้อยละ 5-25

นายแพทย์ปาติล กล่าวว่า ทีแรกตนได้ยินว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐพิหาร ติดชายแดนเนปาล ต้องการความช่วยเหลือ จึงเดินทางไปค้นหา พบด.ญ.ลักษมี ลูกของนางพูนัม และนายสัมภู มีพี่ชาย 1 คน ตนตกใจว่า เด็กมีอาการติดเชื้อและเป็นไข้เรื้อรังโดยไม่ได้รับการรักษา ทางพ่อแม่ของเด็กดีใจมากและอยากให้ลูกผ่าตัด เพื่อเด็กจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่และใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นพ่อแม่ที่ฉลาดมากและมองการณ์ไกล

ด้านนายสัมภู พ่อของเด็ก กล่าวว่า ทางครอบครัวต้องคอยแอบซ่อนลูกคนนี้ไว้หลังจากมีคณะละครสัตว์มาติดต่อขอซื้อ และทุกคนในหมู่บ้านพากันคิดว่าลูกเป็นเทพมาเกิด


ฮือฮา!! ฤๅษีโชว์นั่งแช่น้ำมันเดือด


ชาวโคราชฮือฮา ฤาษี โชว์อิทธิฤทธิ์ นั่งแช่ในในกระทะน้ำมันเดือดนานครึ่งชั่วโมงโดยไม่มีบาดแผลใดๆ ระหว่างพิธีมหาพุทธา-เทวาภิเษก ปลุกเสกวัตถุมงคล พระผงพุทธคุณพระพิฆเนศวร ท้าวสุรนารี ซึ่งมีฤๅษี 5 ตนมาร่วมพิธีด้วย โดยฤๅษีสมพิศ ญาณสัมปันโน แสดงอิทธิฤทธิ์ลงไปนั่งในกระทะที่ต้มน้ำรวมกับน้ำมันมะพร้าวและว่าน 108 ชนิด ที่เดือดอยู่บนเตานาน 30 นาที ก่อนจะลุกขึ้นมาโดยไม่มีริ้วรอยบาดแผลใดๆ ทำเอาชาวบ้านที่มาร่วมงานฮือฮากันทั่ว แต่ส่วนหนึ่งสงสัยว่าเป็นการใช้เทคนิค

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 27 พ.ย. ที่วัดสระเพลง ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา มีพิธีมหาพุทธา-เทวาภิเษก ปลุกเสกวัตถุมงคลพระผงพุทธคุณ "พระพิฆเนศวร ท้าวสุรนารี" รุ่น "มหาโชค มหาชัย มีไว้ไม่จน" โดยครูบากฤษณะ อินทวัณโณ จากวัดโตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา และครูบาแบ่ง ฐานุตตะโม เป็นผู้กดพิมพ์นำฤกษ์ โดยมีฤๅษีร่วมในพิธีจำนวน 5 ตน และพระสงฆ์ร่วมสวดมนต์อีกจำนวน 11 รูป มีประชาชนมาร่วมพิธีจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงหนึ่งของการทำพิธี ฤๅษีสมพิศ ญาณสัมปันโน อายุ 58 ปี ซึ่งเดินทางมาจากอาศรมแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ได้แสดงอิทธิฤทธิ์โดยการลงไปนั่งในกระทะต้มน้ำรวมกับน้ำมันมะพร้าวและว่าน 108 ชนิด ที่กำลังเดือด สร้างความฮือฮาและความทึ่งแก่ผู้มาร่วมพิธีอย่างยิ่ง โดยฤๅษีสมพิศลงไปนั่งบริกรรมคาถาอยู่ในกระทะเดือดประมาณ 30 นาที ก่อนจะลุกเดินออกมาโดยที่ผิวหนังไม่มีร่องรอยหรือแผลพุพองแต่อย่างใด จากนั้นได้ใช้ดาบฟันไปที่หลังของผู้ที่มาร่วมพิธีโดยให้ถอดเสื้อก่อน ปรากฏว่าไม่มีบาดแผลรอยดาบแต่อย่างใด

นายณรงค์ เดชโฮม ผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่สามัคคี หมู่ที่ 16 ต.ในเมือง อ.พิมาย กล่าวว่า การจัดสร้างพระพิฆเนศวร ท้าวสุรนารี รุ่นมหาโชค มหาชัย มีไว้ไม่จน ของวัดสระเพลง จัดสร้างขึ้นเพื่อหาทุนมาบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถของวัดที่มีอายุการใช้งานมานาน และมีสภาพทรุดโทรมเกรงว่าจะเป็นอันตรายแก่พระสงฆ์และผู้ที่เข้าไปใช้

ส่วนการลงไปนั่งในกระทะน้ำมันเดือดของฤๅษีสมพิศก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน รู้สึกทึ่งในความสามารถ ส่วนที่หลายคนมองว่าอาจเป็นการแสดงหรือจัดฉากของฤๅษีและคณะนั้นไม่ทราบ แต่เท่าที่เห็นมีการก่อไฟขึ้นมาจริงและน้ำก็เดือดอย่างเห็นได้ชัด มีชาวบ้านหลายร้อยคนเป็นพยาน และในขณะทำพิธีดังกล่าวบนท้องฟ้าพระจันทร์เต็มดวงอยู่ดีๆ ก็มีเมฆเคลื่อนเข้ามาบัง ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ของพระพิฆเนศที่มาบดบังพระจันทร์แผ่เป็นนาคปรกให้ประชาชนได้เห็น เมื่อพิธีเสร็จท้องฟ้าก็สว่างไสวเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตามการโชว์อิทธิฤทธิ์ของฤๅษีสมพิศครั้งนี้ ชาวบ้านบางส่วนเชื่อว่าน่าจะเป็นการใช้เทคนิค โดยการแช่น้ำให้เปียกทั่วร่างก่อนจะลงไปนั่งในกระทะน้ำมัน เพราะน้ำกับน้ำมันจะไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้ไม่รู้สึกร้อนขณะนั่งแช่


อื้ออึง! ภาพพิธีกรอังกฤษ ให้นมลูกวัว


 เคท การ์ราเวย์ พิธีกรหญิงชาวอังกฤษ วัย 41 ปี ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กรณีถ่ายแบบในกิริยาให้ลูกวัวดูดนมตนเอง โดยเจ้าตัวออกมาชี้แจงว่า ภาพดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในสารคดีรณรงค์ให้ผู้หญิงให้นมกับทารกของผู้อื่น

"หลายคนอาจคิดว่า ภาพนี้แปลกประหลาด แต่เรื่องที่แปลกกว่า คือการที่เราปล่อยให้ทารกดื่มนมวัว แทนที่จะให้ดูดจากผู้หญิงคนอื่น" การ์ราเวย์ กล่าว โดยในรายการของพิธีกรหญิง มีตัวอย่างของพี่น้องที่สลับกันให้นมกับทารกของอีกฝ่าย รวมไปถึงแม่อุ้มบุญที่ให้นมบริจาคสัปดาห์ละ 2 แกลลอน เป็นต้น



อาร์เจนตินาฮือฮา โฮ่งใจบุญ ช่วยทารก



นายฟาบิโอ อองเซ่ ชาวนาในย่านลา พลาตา ทางใต้ของกรุงบัวโนสไอเรส เจ้าของสุนัข กล่าวว่า ตนได้ยินเสียงเด็กร้องเมื่อค้นหาจึงพบเด็กในกล่องไม้เก่าๆ ซึ่งเป็นลังของแม่สุนัข วัย 8 ปี โดยเด็กมีผ้าขี้ริ้วคลุมลำตัวนอนรวมกับลูกสุนัข แม่สุนัขตัวนี้มีชื่อว่า ลาชิน่า ตนโทรศัพท์แจ้งตำรวจเพื่อนำทารกส่งโรงพยาบาล

ด้าน เอกิดิโอ มีเลีย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมลเคอร์ โรเมโร กล่าวว่า ทารกเพิ่งคลอดมีอายุไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แม้คลอดก่อนกำหนด โดยมีน้ำหนักตัวถึง 4,000 กรัม ตามเนื้อตัวมีรอยฟกช้ำบ้าง แต่ไม่มีรอยกัดสักแห่ง ภายหลังข่าวดังกล่าวโด่งดังขึ้นมา แม่ของทารกได้ออกมาแสดงตัว โดยเป็นเพียงเด็กสาว อายุ 14 ปี เล่าว่า คลอดลูกในตอนกลางคืนในจุดที่ทิ้งทารก ด้วยความตกใจกลัว และไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้จึงทิ้งลูกไว้ โดยจุดที่ทิ้งทารกอยู่ในพงหญ้าท่ามกลางกล่องไม้และกองขยะ อยู่ห่างจากจุดที่ชาวนาพบทารก 50 เมตร ตำรวจสันนิษฐานว่า แม่สุนัขลาชิน่า คงจะไปพบและคาบนำทารกมานอนรวมกับลูกๆ ของมันที่เพิ่งลืมตาดูโลกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าลาชิน่า แม่สุนัขใจบุญกลายเป็นฮีโร่ที่ชาวเมืองชื่นชมมาก มีคนมาเยี่ยมดูมันจำนวนมาก แต่เจ้าของระบุว่า การที่มีคนมาดูเจ้าลาชิน่ามากๆ ทำให้มันตื่นกลัว ไม่ยอมกินอะไร เพราะกลัวว่าจะมีใครเอาลูกมันไป




โรคประหลาด เลือดท่วมตัว


ทวิงเคิล ดวีเทวี เป็นเด็กหญิงชาวอินเดีย จากรัฐอันตรประเทศ อายุ 13 ปี ซึ่งเด็กๆ วัยนี้น่าจะเป็นวัยที่มีแต่ความสดใสร่าเริง แต่ชีวิตของทวิงเคิล
ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเธอเป็นโรคแปลกประหลาดที่ยังรักษาไม่หาย อาการของโรคทำให้เลือดท่วมร่างของเด็กหญิงอยู่ตลอดเวลา

ภาพที่เลือด ไหลออกจากหลายๆ ส่วนร่างกาย ทำให้เด็กหญิงไม่มีเพื่อนคบหา ถูกโรงเรียนไล่ออก เพื่อนบ้านหวาดกลัว พร้อมกับกล่าวหาว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะถูกสาปแช่ง

นางนันดนี ดวีเทวี แม่ของทวิงเคิลกล่าวว่า "เราไม่ใช่พวกที่งมงาย แต่เมื่อหมอแผนปัจจุบันรักษาไม่หาย ฉันก็พาลูกไปทุกๆ ที่ เผื่อว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ ไม่ว่าจะเป็นวัด สุเหร่า โบสถ์ แต่ทุกที่ก็รักษาอาการเลือดท่วมของลูกสาวฉันไม่ได้ ลูกยังมีอาการอ่อนเพลียเพราะเลือดออกมากเกินไป ทั้งยังรู้สึกสิ้นหวังและเก็บเนื้อเก็บตัวมากขึ้น ฉันอยากให้ลูกได้ไปโรงเรียนเหมือนเดิม"

เลือดที่ไหลออกมาเป็นเลือดที่มีความข้นน้อยมาก มันเหมือนกับไวน์แดงไหลออกมาจากตา จมูก ตีนผม คอ ฝ่าเท้า บางครั้งอาการแย่มากถึงขนาดเด็กหญิงตื่นขึ้นมากลางดึก และพบว่า ทั้งร่างกายมีเลือดแห้งกรัง

"ถ้าเลือดออกที่ศีรษะ หนูจะรู้สึกว่าหัวหนูหนักมาก ถ้าเลือดออกที่ตา ตาก็จะแสบไปหมด เวลาอาบน้ำล้างตัวยังรู้สึกเจ็บด้วย" ทวิงเคิลกล่าว

อาการนี้มีขึ้นเมื่อเด็กหญิงอายุ 12 ปี จู่ๆ ก็มีเลือดออกวันละ 5-20 นาที ดูน่ากลัวมาก กระโปรงนักเรียนเต็มไปด้วยเลือดสีแดง ไม่มีใครเข้าใกล้และเล่นด้วย เด็กหญิงร้องไห้ทุกครั้งที่เลือดออก จากนั้นโรงเรียนไม่รับเธอเข้าเรียนจนต้องเรียนที่บ้านแทน

แพทย์จากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ออลอินเดีย เชื่อว่า ทวิงเคิลเป็นโรคความผิดปกติของเกล็ดเลือด "Type 2 Platelet Disorder" ที่พบยากมาก ยังไม่มีทางรักษาหาย เพราะยังหาทางทำให้เลือดข้นกว่านี้ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ดรูว์ โพรวาน ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา จากโรงพยาบาลบาร์ตส์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีความเห็นว่า ทวิงเคิล อาจไม่ได้เป็นโรค "Type 2 Platelet Disorder" แต่อาจเป็นโรค "วอน วิลแบรนด์ (von Willebrand)" และควรพบแพทย์เพื่อเข้าเครื่องวิเคราะห์การแข็งตัวของเลือด โดยเชื่อว่า อาการของทวิงเคิลไม่เกี่ยวกับอนุภาคที่ทำให้เลือดแข็งตัว แต่เกี่ยวกับระดับของ "วอน วิลแบรนด์ แฟคเตอร์



ลูกไก่ แปลกประหลาด เกิดมามี 4 ขา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 44 หมู่ 1 ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ พบลูกไก่ประหลาด มีขา 4 ขา โดยขาคู่หน้าเป็นปกติ ส่วน 2 ขาหลังโผล่ออกมาจากช่วงก้น ที่ขาหลังซ้าย มี 3 นิ้ว ส่วนขาหลังขวา มี 2 นิ้ว และมีกรงเล็บทั้งสองข้าง สอบถาม นางหลงน๊ะ อุปมา อายุ 73 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของลูกไก่ เล่าว่า เมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมา แม่ไก่พื้นบ้านของตนที่เลี้ยงไว้ฟักไข่ออกมา มีประมาณ 4-5 ตัว ซึ่งในตอนแรก ตนก็ยังไม่เห็นตัวที่มีสี่ขา จนกระทั่งตนเอาข้าวไปหว่านให้ลูกไก่กิน พบว่า มีลูกไก่ตัวหนึ่ง ติดอวนอยู่ในพงหญ้า จึงช่วยมันออกมา ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่า ขาที่ติดอยู่เป็นขาอีก2 ขา จึงแยกออกมาไว้ในตะกร้า

นางหลงน๊ะ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เกิดเห็นไก่มีสี่ขามาก่อน เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต จึงแยกเลี้ยงไว้ต่างหาก และหาอาหารเสริมมาให้กินหวังเลี้ยงให้มันโต และจะไม่กินเป็นอาหาร แต่ไม่รู้ว่ามันจะอยู่ได้สักกี่วัน เพราะไม่ยอมกินอาหาร ขณะที่ชาวบ้านทราบข่าวก็แห่กันมาดูกันอย่างไม่ขาดสาย เพราะไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน แต่ยังไม่มีใครใบ้หวยเพราะเป็นมุสลิม อย่างไรก็ตาม ก็มีชาวบ้านส่วนหนึ่งเชื่อว่า ไก่ที่ออกมานี้ถือเป็นโชคดีและเลขก็ตรงกับบ้านเลขที่ คือไก่มี 4 ขา บ้านเลขที่ 44 ด้วย



ตร.ให้ประกันตัวหนุ่มไต้หวันขายลูกกรอกผ่านNET

พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ สายันประเสริฐ ผกก.สน.พลับพลาไชย 2 เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.) เข้าจับกุม นายโฉว ฮอก กวน อายุ 28 ปี ชาวไต้หวัน พร้อมของกลาง ซากศพทารก จำนวน 6 ศพ ได้เมื่อวานนี้และได้นำตัวผู้ต้องหา มาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีข้อหาลักลอบฝัง ซ่อนเร้น เคลื่อนย้าย หรือทำลายศพ และส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิดการตาย หรือเหตุแห่งการตาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนและพิมพ์ลายนิ้วมือเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ทนายความของผู้ต้องหา มาทำเรื่องขอประกันตัว โดยวางเงินสด 100,000 บาท แต่มีข้อแม้ห้ามผู้ต้องหาเดินทางออกนอกประเทศ และให้มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายนัด นอกจากนี้ ทางพนักงานสอบสวน จะนำซากทารก ทั้ง 6 ศพ ส่งให้สถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ ชันสูตร ตรวจสอบหาสาเหตุการตายที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร ก่อนจะต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป



รู้ตัวแล้ว! หมอผีปลุกเสกกุมารทอง เรียนวิชามาจากเขมร


     เผยรู้ตัวหมอผีปลุกเสกกุมารทองแล้ว คาดเรียนวิชามาจากเขมร พร้อมส่งศพเด็กตรวจดูว่าเป็นชาวไทยหรือเขมร ขณะแหล่งที่มายังมืดแปดด้าน

(20 พ.ค.) จากกรณี พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.ดส. และ พ.ต.ท.คฑายุทธ โรจน์วงศ์สุริยะ สว.กก.ดส. พร้อมพวก ทำการจับกุมนายโจว ฮอง ฮุน อายุ 28 ปี ชาวไต้หวัน พร้อมของกลางศพเด็กทารก ลักษณะปลุกเสกทำเป็นกุมารทอง ปิดทองทั่วตัวจำนวน 6 ศพ บรรจุในกล่องกระดาษ โดยสามารถจับกุมได้ที่ โรงแรมแห่งหนึ่งย่านเยาวรราช แล้วภายหลังได้รับการประกันตัว แต่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด พ.ต.ท.คฑายุทธ เปิดเผยว่า ทางผู้ต้องหาได้สารภาพว่า ได้ซื้อกุมารทองมาจากนายเฉิน เหวิน อี้ อายุ32 ปี ชาวไต้หวัน ซึ่งจ่ายเงินที่ประเทศไต้หวัน ก่อนที่ตนจะเดินทางมารับของที่กรุงเทพ และเมื่อเจ้าหน้าที่เชิญตัวนายเฉิน ที่ผู้ต้องหากกล่าวอ้างมาตรวจสอบ พร้อมกับนำตัวไปค้นห้องที่เกสเฮ้าท์ แห่งหนึ่งย่านถนนข้าวสาร ก็ไม่พบสิ่งผิดกฏหมายแต่อย่างใด จึงต้องปล่อยตัวไปก่อน

ส่วนของกลางทั้งหมดเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบว่า ตามตัวกุมารทองนั้นมีการลงอักขระเป็นภาษาเขมร ทั่วลำตัว ซึ่งคาดว่าน่าจะทำมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนนำมาจำหน่ายในกรุงเทพให้กับบรรดาพ่อค้า นักธุรกิจ ที่เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ เนื่องจากตรวจสอบย้อนหลังไปยังพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ทำการจับกุมและพื้นที่ทั่วไปใน กทม.ไม่พบว่ามีการแจ้งลักศพทารกแต่อย่างใด

ด้าน พ.ต.อ.วิวัฒน์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่กำลังรอผลตรวจจากนิติเวชรพ.ตร ว่าศพเด็กทั้งหมดเป็นเด็กไทย หรือว่าเด็กที่มาจากเขมร และสาเหตุการเสียชีวิต เพื่อที่จะสืบสวนสอบสวนในทางคดีต่อไป ส่วนหมอผีหรือว่าคนที่ทำพิธีกรรมปลุกเสกกุมารทอง คาดว่าน่าจะเป็นคนไทย แต่อาจจะหมอที่ร่ำเรียนวิชาไสย์เวชมาจากประเทศเขมร อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่รู้ตัวหมอผีที่ทำพิธีกรรมดังกล่าวแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมและนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป

คลิกอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง



สาวใหญ่ช็อก! เจอผีหัวขาดที่ห้องน้ำ รพ.


สาวใหญ่เมืองกรุงเก่า มานอนค้างคืนเฝ้าพี่สาวที่ รพ. เข้าห้องน้ำเจอผีหัวขาด พยาบาลบอกมีคนเจอมาแล้ว 2 ราย พอรู้ว่าเป็นผีแน่ๆ เผ่นหนีกลับบ้านทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (2 พ.ค.) นางอำพรรณ สวรรณลังกา อายุ 58 ปี ชาวบ้านในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา ตนได้พานางพรรณี ศรีจันทร์ อายุ 79 ปี พี่สาวไปลอกตาที่รพ. เอกชนแห่งหนึ่ง ใน อ.เสนา แต่ต้องไปนอนค้าง 1 คืน เพื่อรอลอกตาในวันรุ่งขึ้น โดยทางโรงพยาบาลให้ญาตินอนที่ตึกใหญ่ชั้น 6 ในห้องคนไข้พิเศษรวม ในห้องวันนั้นมีคนไข้นอนเป็นเพื่อนด้วยอีก 2 คน รวม 3 เตียง ทั้งหมดเป็นผู้หญิง

"เกือบ 2 ทุ่ม ดิฉันลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ พอเปิดประตูไปก็เจอผู้ชายร่างผอม ใส่เสื้อคอกลมสีชมพูกางเกงขายาวสีดำ ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นผี แต่เมื่อหันไปมองที่เตียงหันกลับมาอีกทีก็ต้องช็อก เพราะผู้ชายคนนั้นยืนคู่กับหญิงสาวหัวขาดใส่เสื้อลาย นุ่งผ้าถุง มือขวาของผู้ชายยังหิ้วหัวของหญิงสาวด้วย"

นางอำพรรณ กล่าวต่อว่า พอตั้งสติได้ตนก็วิ่งออกไปถามพยาบาลหน้าห้อง จึงได้ทราบว่า มีคนเคยเจอผีสองผัวเมียคู่นี้มาแล้ว 2 ราย ตนก็เชื่อว่าเป็นผีแน่นอนจึงทิ้งญาติไว้ที่ห้อง แล้วนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับบ้านทันที